ช่วงที่ผ่านมา ใครที่ติดตามข่าวสารด้านพลังงานคงพอสัมผัสได้เหมือนกันครับ ว่าภาครัฐกำลังขยับเรื่องพลังงานสะอาดถี่ขึ้นและจริงจังขึ้นกว่าเดิมมาก ทั้งแผนพลังงานฉบับใหม่ (PDP2026) ที่จะต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนมากถึง 70% ภายในปลายแผน การเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคครัวเรือน การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงการศึกษาแนวทางส่งเสริมระบบกักเก็บพลังงานกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
ขณะเดียวกัน แรงผลักอีกด้านก็มาจากนอกประเทศไทย คู่ค้ารายใหญ่และลูกค้าปลายทางเริ่มถามผู้ผลิตในห่วงโซ่ของตัวเองว่า สินค้าที่ผลิตและส่งเข้ามาขายในประเทศนั้น ผลิตด้วยพลังงานแบบไหน สัดส่วนพลังงานสะอาดจึงค่อยๆ กลายเป็นคุณสมบัติทางการค้าอย่างหนึ่ง ไม่ต่างจากมาตรฐานคุณภาพที่พวกเราคุ้นเคยกันครับ แรงผลักสองทางนี้กำลังเคลื่อนเข้ามาหาภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมพร้อมกัน คำถามคือเราจะเปลี่ยนมันให้เป็นประโยชน์ของกิจการได้อย่างไร และหนึ่งในเครื่องมือที่ผมว่าน่าให้ความสนใจมากขึ้นทุกที คือระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่หรือ BESS ที่ผมอยากชวนทุกท่านเริ่มนับหนึ่งไปด้วยกันในบทความนี้ครับ
แบตเตอรี่ก้อนใหญ่ที่ทำเรื่องเรียบง่าย
BESS หรือ Battery Energy Storage System พูดให้เห็นภาพคือที่เก็บไฟฟ้าครับ บางทีก็มาในรูปแบบตู้ขนาดพอๆ กับตู้เย็นแบบขยายใหญ่ หรือบางทีก็เป็นระดับตู้คอนเทนเนอร์ 20 ฟุต ขึ้นอยู่กับขนาดของกิจการ หน้าที่ของมันมีอยู่เรื่องเดียว คือเก็บไฟฟ้าในจังหวะที่ไฟฟ้าราคาถูกหรือเหลือใช้ และนำออกมาใช้ในจังหวะที่ไฟฟ้าแพงหรือขาดมือ ฟังดูธรรมดาใช่ไหมครับ แต่หน้าที่ที่เรียบง่ายนี้แหละเป็นกุญแจดอกสำคัญให้วิธีการจัดการพลังงานของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมทั่วโลกเปลี่ยนไปครับ
เรื่องแรก คือเรื่องเงินครับ
เริ่มจากเรื่องที่ตรงไปตรงมาที่สุดของการทำธุรกิจก่อนครับ บิลค่าไฟของโรงงานหรืออาคารธุรกิจ มีองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อยสองส่วนที่อยากชวนทำความเข้าใจกันครับ
ส่วนที่หนึ่ง คือ ค่าพลังงานที่คิดตามช่วงเวลา หรือที่เรียกกันว่าอัตรา TOU ซึ่งโรงงานส่วนใหญ่อยู่บนอัตรานี้กันอยู่แล้วครับ ไฟฟ้าหน่วยเดียวกัน ถ้าใช้คนละเวลา ราคาไม่เท่ากัน ช่วงกลางวันไปจนถึงค่ำของวันทำงานคือช่วงราคาแพง ส่วนช่วงดึกและวันหยุดคือช่วงราคาถูก
ส่วนที่สอง คือ “ค่าความต้องการ” พลังไฟฟ้า หรือ “Demand Charge” ตัวนี้เป็นส่วนที่บิลค่าไฟบ้านไม่มี และบางท่านอาจไม่ทันสังเกตครับ มันคือค่าใช้จ่ายที่คิดจากยอดการใช้ไฟสูงสุดของเดือนนั้น พูดง่ายๆ คือต่อให้ทั้งเดือนเราใช้ไฟเบาๆ มาตลอด แต่ถ้ามีอยู่ช่วงสั้นๆ ที่เครื่องจักรหลายตัวเดินพร้อมกันจนยอดใช้ไฟพุ่งขึ้นไป เดือนนั้นทั้งเดือนก็ต้องจ่ายค่าส่วนนี้ตามยอดที่พุ่งขึ้นไปนั้น
BESS เข้ามาทำงานกับค่าไฟทั้งสองส่วนนี้โดยตรงครับ
ส่วนแรก มันชาร์จไฟเก็บไว้ในช่วงที่ราคาถูกหรือเหลือเก็บจากโซลาร์ แล้วนำออกมาใช้ในช่วงที่ราคาแพง ซึ่งเมื่อคูณด้วยปริมาณการใช้ไฟของทั้งกิจการ ทุกวัน ต่อเนื่องทั้งปี ตัวเลขจะเริ่มมีความหมายขึ้นมา
ส่วนที่สอง มันทำหน้าที่เป็นยามเฝ้ายอดพีคหรือ Demand Charge ข้างต้นครับ เมื่อ BESS เห็นว่ายอดการใช้ไฟกำลังจะพุ่ง มันจะปล่อยไฟจากแบตเตอรี่ออกมาช่วยรับภาระ ยอดไฟฟ้าสูงสุดจึงถูกเฉือนให้เตี้ยลง ในวงการเรียกวิธีนี้ว่า Peak Shaving
มาถึงตรงนี้ คำถามที่มักตามมาคือ แล้วทำไมต้องเป็นตอนนี้ ? ในเมื่อแบตเตอรี่ก็มีมานานแล้ว
คำตอบอยู่ที่ ราคา นั่นเอง ราคาของแบตเตอรี่ลดลงต่อเนื่องมาหลายปีจนมาถึงจุดที่ต่างจากเดิมมาก สิ่งที่เมื่อไม่กี่ปีก่อนยังถูกมองว่าเป็นของแพงเกินเอื้อมสำหรับกิจการทั่วไป วันนี้ กลายเป็นอุปกรณ์ที่สามารถจับต้องได้มากขึ้น อีกทั้งอายุการใช้งานก็ยืนยาวขึ้นเป็นสิบกว่าปี ความคุ้มค่า หรือ จุดคุ้มทุนที่เคยคำนวณไม่ผ่านเมื่อหลายปีก่อน วันนี้จึงน่าหยิบกลับมาคิดใหม่อีกครั้ง และไม่ได้มีแค่เรื่องราคาที่เป็นใจครับ ภาครัฐเองก็เข้ามาช่วยอีกแรง ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ซึ่งเปิดให้กิจการที่ลงทุนติดตั้ง BESS ขอรับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ในวงเงินสูงสุดถึง 50% ของเงินลงทุน เท่ากับว่ารัฐช่วยแบ่งเบาต้นทุนก้อนแรกไปด้วยอีกทางหนึ่ง
ปลดล็อคเพดานพลังงานสะอาดของธรุกิจ หรือ กิจการ
กลับมาที่แรงผลักเรื่องพลังงานสะอาดที่ได้เสนอไว้ตอนต้น องค์กรไม่น้อยขยับเรื่องนี้ไปแล้วด้วยการติดโซลาร์ และส่วนใหญ่ก็ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจในช่วงแรก แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง ธุรกิจหลายแห่งจะเริ่มพบว่าโซลาร์เพียงอย่างเดียวมีเพดานการใช้งานของมันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น กลางวันผลิตไฟได้เกินความต้องการในบางช่วง (เช่น โรงงานหยุดพักเที่ยงวัน) วันหยุดผลิตได้แต่ไม่มีคนใช้ ขณะที่กะเย็นและกะดึกยังต้องซื้อไฟจากระบบเต็มจำนวนเหมือนเดิม พอจะติดโซลาร์เพิ่ม ก็เริ่มลังเล เพราะยิ่งติดมากขึ้น ไฟก็ยิ่งเหลือทิ้งมากขึ้น
Battery Energy Storage หรือ BESS คือกุญแจที่ปลดเพดานข้อนี้ออกครับ ไฟจากแดดที่เคยเหลือทิ้งตอนกลางวันและวันหยุด ถูกเก็บไว้ใช้ตอนเย็นตอนค่ำ สัดส่วนพลังงานสะอาดที่กิจการใช้จริงจึงขยับสูงขึ้นได้อีกขั้น ด้วยการตัดสินใจภายในรั้วกิจการเอง และเมื่อไหร่ที่คู่ค้าถามถึงพลังงานที่ใช้ผลิตสินค้า เราก็มีคำตอบที่จับต้องได้อยู่ในมือ ใครตอบคำถามนี้ได้ก่อน ก็ได้เปรียบก่อนครับ
เพิ่มความอุ่นใจเป็นของแถม
ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากฝากไว้ แม้จะไม่ใช่พระเอกก็ตาม คือเรื่องความมั่นคงของไฟฟ้าครับ
ท่านที่อยู่หน้างานการผลิตคงทราบดีว่า ไฟดับหรือแม้แต่ไฟตกเพียงชั่วอึดใจ อาจหมายถึงสายการผลิตที่หยุดกลางคัน วัตถุดิบที่เสียหายทั้งชุด และเวลาอีกหลายชั่วโมงกว่าทุกอย่างจะกลับมาเดินเครื่องได้ตามปกติ ความเสียหายเหล่านี้เมื่อรวมกันแล้ว บ่อยครั้งแพงกว่าค่าไฟหลายเท่าตัว BESS ที่ติดตั้งไว้เพื่อบริหารค่าไฟและพลังงานสะอาด สามารถทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับเหตุการณ์แบบนี้ไปด้วยในตัว เหมือนซื้อเครื่องมือทำเงินมาหนึ่งชิ้น แล้วได้กรมธรรม์ประกันแถมมาอีกหนึ่งฉบับครับ
แล้ว “นับหนึ่ง” เริ่มตรงไหน ?
อ่านมาถึงตรงนี้ บางท่านอาจเริ่มถามต่อว่า แล้วควรติดขนาดเท่าไหร่ ? ใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ ? กี่ปีคืนทุน ?
คำตอบคือ BESS ไม่มีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกกิจการครับ ความคุ้มค่าของมันขึ้นอยู่กับจังหวะการใช้ไฟของแต่ละแห่ง ซึ่งไม่มีที่ไหนเหมือนกันเลย โรงงานที่เดินเครื่องสามกะ กับอาคารสำนักงานที่ใช้ไฟหนักเฉพาะกลางวัน ต้องการ BESS คนละขนาดและคนละบทบาทกัน
การนับหนึ่งจริงๆ จึงไม่ใช่การรีบเร่งการซื้อมาติดตั้ง แต่คือการกลับไปทำความรู้จักการใช้ไฟของกิจการเราเองเสียก่อน ผ่านข้อมูลที่เรียกว่า Load Profile หรือกราฟการใช้ไฟรายช่วงเวลา ซึ่งขอได้จากการไฟฟ้า หรือดูจากระบบมิเตอร์ของกิจการท่านเอง
ลองตั้งคำถามกับข้อมูลชุดนี้ดูครับ ยอดการใช้ไฟฟ้าของเราเกิดขึ้นตอนกี่โมง และเกิดจากอะไร กลางวันกับกลางคืนใช้ไฟต่างกันมากแค่ไหน และถ้ามีโซลาร์อยู่แล้ว แต่ละเดือนมีไฟเหลือทิ้งไปเท่าไหร่
คำตอบของคำถามพวกนี้จะบอกเราเองว่า BESS คุ้มสำหรับเราแล้วหรือยัง ขนาดเท่าไหร่ถึงพอดี และควรตั้งเป้าให้มันทำหน้าที่ไหนเป็นหลัก
โลกพลังงานกำลังเดินมาถึงช่วงเวลาที่ “ที่เก็บไฟ” เริ่มมีความหมายไม่แพ้ “ที่ผลิตไฟ” ทิศทางของภาครัฐและของโลกการค้าก็ชัดเจนขึ้นทุกวัน วันนี้อาจยังไม่ใช่วันที่ทุกกิจการต้องรีบตัดสินใจ แต่ผมว่าเป็นวันที่เหมาะจะเริ่มนับหนึ่ง ด้วยการทำความรู้จักการใช้ไฟของตัวเองให้ดี แล้วติดตามความก้าวหน้าของเรื่องนี้ในบ้านเรากันต่อไปครับ

