|

article

News and movements of Nuovo Plus,both about factories, products, joint ventures that have occurred, including activities within and outside the organization made jointly between the company and its employees including visitors to the factory.

นโยบายรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ และก้าวถัดไป

กรกฎาคม 2026

ช่วงที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวเล็กๆ เรื่องหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจสำหรับเรื่องพลังงานใกล้ตัว นั่นคือการที่รัฐเปิดโอกาสให้เราสามารถ “ขายไฟ” ที่เหลือใช้จากแผงโซลาร์บนหลังคาบ้าน คืนกลับเข้าระบบได้อย่างเป็นทางการ ที่อาจจะมีความหมายมากกว่าที่เห็นอยู่พอสมควรครับ

ถ้าจะเล่าให้เห็นภาพคร่าวๆ ก็คือ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้เคาะเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนเอาไว้ที่ 500 เมกะวัตต์ ซึ่งราคารับซื้อ คือ 2.20 บาทต่อหน่วย สัญญายาว 10 ปี และเปิดให้ยื่นกันแบบ “ใครมาก่อนได้ก่อน” จนกว่าจะเต็มโควตา เป้ารอบนี้เพิ่มขึ้นจากคราวที่แล้วที่รับซื้อกันประมาณ 90 เมกะวัตต์ ถึงจะยังห่างจากศักยภาพจริงๆ ของแดดบ้านเราที่มีอยู่เป็นหลัก “หมื่น” เมกะวัตต์อีกไกลก็ตามครับ

จุดเริ่มต้นที่ดี

ผมว่านโยบายนี้มีอะไรที่น่าดีใจอยู่ไม่น้อย เพราะหัวใจของมันคือการเปลี่ยนจาก “ผู้ซื้อไฟ” ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่รอจ่ายบิลปลายเดือน มาเป็น “ผู้ผลิตไฟ” ที่ทำให้เรื่องพลังงานของประเทศค่อยๆ กระจายตัวมาเป็นสิ่งที่เราช่วยกัน “คนละไม้คนละมือ” ได้ ทุกหน่วยที่ผลิตได้เองบนหลังคา ก็คือเชื้อเพลิงที่ไม่ต้องนำเข้าจากอีกซีกโลกครับ

ยิ่งในโลกที่ราคาพลังงานผูกกับความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศ แบบทุกวันนี้ การที่รัฐส่งเสริมให้ประชาชน “พึ่งพาตัวเอง” ได้มากขึ้น ยิ่งเป็น “จุดตั้งต้น” ที่ดีของการทำให้พลังงานสะอาดกลายเป็นเรื่องของคนธรรมดา ไม่ใช่แค่ภาครัฐหรือโรงไฟฟ้าใหญ่ๆ ครับ

เรื่องแรกความต้องการไฟฟ้าของประเทศ ที่เปลี่ยนไป

ทีนี้ ผมชวนพวกเราคิดต่ออีกสักนิดครับ เคยสังเกตกันไหมครับว่า “ช่วงเวลาไหนที่ประเทศไทยต้องการไฟฟ้าเยอะที่สุด” เมื่อก่อนจุดพีค (Peak) มักอยู่ช่วงบ่ายที่แดดแรง ซึ่งเป็นจังหวะที่โซลาร์ทำงานได้เต็มที่พอดี แต่เดี๋ยวนี้มันขยับมาอยู่แถวๆ สามทุ่มแทน คือหลังพระอาทิตย์ตกดิน ที่ทุกคนกลับถึงบ้าน เปิดแอร์ เสียบชาร์จรถ EV กันพร้อมๆ กัน และแนวโน้มนี้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนร่างพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าฉบับล่าสุดอย่าง PDP2026 เองก็ปรับมาใช้รูปแบบ “พีคตอนกลางคืน” แล้ว และความหมายที่ซ่อนอยู่ก็คือมูลค่า “ไฟกลางวัน” กับ “ไฟกลางคืน” ย่อมไม่เท่ากัน ยิ่งเที่ยงวันแดดจ้า ไฟจากโซลาร์ยิ่งล้นระบบจนราคาถูกลง ส่วนไฟช่วงหัวค่ำถึงกลางคืนที่ระบบไฟฟ้าของประเทศต้องการจริงๆ กลับยิ่งมีค่ามากขึ้น

ตรงนี้แหละครับที่เป็นรอยต่อของเรื่อง เพราะไฟส่วนเกินที่โครงการ 500 เมกะวัตต์รับซื้ออยู่ ส่วนใหญ่คือ “ไฟกลางวัน” แต่ช่วงที่ระบบขาดแคลนจริงๆ กลับเป็น “กลางคืน” และนี่คือโจทย์ต่อยอดที่ผมอยากชวนคิดกันในก้าวถัดไปครับ

กลับมาที่แรงผลักเรื่องพลังงานสะอาดที่ได้เสนอไว้ตอนต้น องค์กรไม่น้อยขยับเรื่องนี้ไปแล้วด้วยการติดโซลาร์ และส่วนใหญ่ก็ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจในช่วงแรก แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง ธุรกิจหลายแห่งจะเริ่มพบว่าโซลาร์เพียงอย่างเดียวมีเพดานการใช้งานของมันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น กลางวันผลิตไฟได้เกินความต้องการในบางช่วง (เช่น โรงงานหยุดพักเที่ยงวัน) วันหยุดผลิตได้แต่ไม่มีคนใช้ ขณะที่กะเย็นและกะดึกยังต้องซื้อไฟจากระบบเต็มจำนวนเหมือนเดิม พอจะติดโซลาร์เพิ่ม ก็เริ่มลังเล เพราะยิ่งติดมากขึ้น ไฟก็ยิ่งเหลือทิ้งมากขึ้น

Battery Energy Storage หรือ BESS คือกุญแจที่ปลดเพดานข้อนี้ออกครับ ไฟจากแดดที่เคยเหลือทิ้งตอนกลางวันและวันหยุด ถูกเก็บไว้ใช้ตอนเย็นตอนค่ำ สัดส่วนพลังงานสะอาดที่กิจการใช้จริงจึงขยับสูงขึ้นได้อีกขั้น ด้วยการตัดสินใจภายในรั้วกิจการเอง และเมื่อไหร่ที่คู่ค้าถามถึงพลังงานที่ใช้ผลิตสินค้า เราก็มีคำตอบที่จับต้องได้อยู่ในมือ ใครตอบคำถามนี้ได้ก่อน ก็ได้เปรียบก่อนครับ

ก้าวต่อไปที่ผมอยากชวนมอง

ก้าวที่ว่านั้น ในมุมของผมก็คือ การที่ภาครัฐอาจจะลองพิจารณา “รับซื้อไฟฟ้าช่วงกลางคืน” เพิ่มเติม ควบคู่กันไปด้วยครับ เพราะไฟที่จะจ่ายคืนเข้าระบบตอนหัวค่ำได้ ต้องมาจากการ “เก็บ” ไฟช่วงกลางวันไว้ในแบตเตอรี่ (BESS) เสียก่อน แล้วค่อยปล่อยออกมาในจังหวะที่ระบบของประเทศต้องการที่สุด

อีกอย่างที่หลายคนอาจนึกไม่ถึงก็คือ ตู้แบตเตอรี่หนึ่งตู้ใช้พื้นที่ติดตั้ง “น้อยกว่า” การปูแผงโซลาร์เต็มหลังคาด้วยซ้ำไปครับ เพราะแบตเตอรี่ไม่จำเป็นต้องกางออกไปรับแดด ขอแค่มีมุมเล็กๆ วางมันไว้ก็พอ นั่นแปลว่าคนที่หลังคาไม่ได้ใหญ่โต หรืออยู่ทาวน์เฮาส์ อยู่คอนโด ก็พอจะมีสิทธิ์เข้ามาร่วมกัน “คนละไม้คนละมือ” นี้ได้เหมือนกัน

และนี่คือภาพที่ผมนึกถึงครับ — แบตเตอรี่ที่บ้านของพวกเรากลายเป็น “เป๋าตังไฟฟ้า” ผมตั้งใจใช้คำนี้ให้มันพ้องกับ “เป๋าตัง” ที่พวกเราคุ้นมือกันดีครับ เพียงแต่ในเป๋าใบนี้ เราไม่ได้เก็บ “เงิน” เอาไว้ แต่เราเก็บ “ไฟ” เอาไว้ แล้วเลือกรับ หรือ จ่ายมันออกไปในตอนที่สมเหตุสมผลที่สุด — เก็บตอนกลางวันที่ไฟถูก จ่ายออกตอนหัวค่ำที่ไฟแพง ส่วนต่างตรงนั้น ก็คือทั้งเงินที่กลับเข้ากระเป๋าของเราเอง และคือความมั่นคงของระบบไฟทั้งประเทศไปพร้อมๆ กันครับ

ลองนึกภาพวันที่บ้านเป็นล้านๆ หลังในประเทศนี้ มี “เป๋าตังไฟฟ้า” แบบนี้เหมือนกันหมดนะครับ โครงข่ายของประเทศจะกลายเป็นเสมือน “กองทัพแบตเตอรี่” ที่คอยช่วยกันพยุงระบบไฟฟ้าในช่วงหัวค่ำ โดยที่รัฐไม่จำเป็นต้องเร่งสร้างโรงไฟฟ้าใหญ่ๆ เพิ่มขึ้นมา เพียงเพื่อรองรับความต้องการที่พุ่งสูงแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน

โครงการ 500 เมกะวัตต์ในวันนี้ คือการที่รัฐกำลังส่งเสียงบอกพวกเราว่า “มาเป็นผู้ผลิตไฟด้วยกันเถอะ” ซึ่งผมก็เห็นด้วยเต็มที่และคิดว่า “บทต่อไป” อาจมีความหมายยิ่งกว่านั้น คือวันที่รัฐชวนพวกเราว่า “มาช่วยกันเป็นผู้เก็บไฟให้ประเทศกันเถอะ” เพราะในวันนั้นเอง คำว่า Net-Zero และความมั่นคงทางพลังงาน ก็จะไม่ใช่แค่ “นโยบายของภาครัฐ” หรือ “เรื่องของโรงไฟฟ้าใหญ่ๆ” ที่ไกลตัวอีกต่อไป แต่มันจะค่อยๆ ลงมาอยู่บนหลังคา อยู่ในเป๋าตัง และอยู่ในมือของพวกเราทุกคนจริงๆ ครับ ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองของกลุ่มคนที่ทำงานด้านพลังงานในภาคเอกชนมาสักพักเท่านั้นครับ เรื่องกลไกภาครัฐนั้นผมคิดว่ายังต้องเรียนรู้และบวกลบคูณหารให้ละเอียด ว่าสิ่งใดจะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยได้ดีที่สุด และจากนี้ก็คงเป็นเรื่องที่พวกเราจะได้ติดตามกันต่อไปครับ

Article 1 - นับ 1 กับ BESS
ชวนนับหนึ่ง กับ BESS (Battery Energy Storage System)
ช่วงที่ผ่านมา ใครที่ติดตามข่าวสารด้านพลังงานคงพอสัมผัสได้เหมือนกันครับ ว่าภาครัฐกำลังขยับเรื่องพลังงานสะอาดถี่ขึ้นและจริงจังขึ้นกว่าเดิมมาก...